ทำไมสิ่งที่บีบออกมาถึงมีลักษณะคล้ายสิวและมีกลิ่นเหม็น?
สารสีขาวๆ ที่คนไข้บีบออกมา ไม่ใช่หนองและไม่ใช่สิว นะคะ แต่เป็น เคราติน (Keratin) ผสมกับไขมัน (Sebum) ที่ถูกผลิตออกมาและสะสมหมักหมมอยู่ใต้ผิวหนังเป็นเวลานาน การหมักหมมนี้นี่แหละค่ะที่ทำให้เกิดแบคทีเรียเฉพาะกลุ่ม ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายเนยบูดหรือชีสเน่าค่ะ
หมอขอเตือน! ทำไมถึง “ห้ามบีบเอง” เด็ดขาด
หมอเข้าใจค่ะว่าพอมันมีรูและนูนขึ้นมา คนไข้หลายคนจะอดใจไม่ไหวชอบไปบีบมัน แต่หมอขอห้ามเลยนะคะ! เพราะการบีบจะทำให้สารเคราตินทะลักออกมาได้แค่บางส่วน แต่ “ถุงหุ้มซีสต์” (ลูกโป่ง) ยังฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
ที่อันตรายกว่านั้นคือ การบีบเค้นอาจทำให้ถุงซีสต์แตกอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งจะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้ามาทำลาย นำไปสู่ การอักเสบรุนแรง บวมแดง ปวด และติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ได้ค่ะ แถมพอบีบออกไป ไม่นานไขมันก็จะกลับมาสะสมในถุงเดิม ทำให้ “กลับมาเป็นซ้ำไม่รู้จบ” ค่ะ
วิธีรักษาที่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไรคะ?
วิธีเดียวที่จะรักษาให้หายขาดได้คือ การมาพบแพทย์เพื่อทำการ “ผ่าตัดเล็ก” (Excision) ค่ะ โดยหมอจะฉีดยาชา กรีดเปิดแผลเล็กๆ แล้วค่อยๆ เลาะเอา “ถุงซีสต์ออกมาให้หมดทั้งใบ” โดยไม่ให้ถุงแตก จากนั้นก็เย็บปิดแผลให้สวยงาม เพียงเท่านี้ซีสต์ก็จะหายขาด ไม่กลับมากวนใจคนไข้ตรงจุดเดิมอีกแน่นอนค่ะ
ตารางเปรียบเทียบ Epidermoid Cyst กับ Sebaceous Cyst?
| หัวข้อ | Epidermoid Cyst | Sebaceous Cyst |
|---|---|---|
| ต้นกำเนิด | เกิดจากเซลล์ผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) ที่หลุดเข้าไปเจริญเติบโตใต้ผิวหนัง | เกิดจากต่อมไขมัน (Sebaceous Gland) หรือท่อของต่อมไขมันอุดตัน |
| สิ่งที่อยู่ภายใน | เคราติน (Keratin): มีลักษณะสีขาวขุ่น ข้นคล้ายชีส และมักมีกลิ่นเหม็นบูด | ซีบัม (Sebum): มีลักษณะเป็นน้ำมันเหนียวๆ หรือไขมันเหลว |
| ผนังของซีสต์ | บุด้วยเซลล์ผิวหนังปกติ | บุด้วยเซลล์ของต่อมไขมัน |
| รูเปิด (Punctum) | มักมีจุดดำเล็กๆ ตรงกลางที่เป็นรูเปิดสู่ผิวหนัง | มักไม่มีรูเปิดที่เห็นได้ชัดเจน |
| ตำแหน่งที่พบ | ใบหน้า, คอ, หน้าอก, หลัง และอวัยวะเพศ | หนังศีรษะ, ใบหน้า, หู และหน้าอก |
| ความถี่ในการพบ | พบได้บ่อยมาก (ส่วนใหญ่ที่คนทั่วไปเป็นคือชนิดนี้) | พบได้ยากกว่ามาก |

