ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

ใช้สกินแคร์เยอะๆ มีข้อเสียอะไรกับผิวไหม

หมอเลยถามกลับว่าเยอะแค่ไหน คนไข้ตอบ ก็มีทกแบรนด์อ่ะค่ะตั้งแต่หลักร้อยยันหลักหมื่น (พร้อมโชว์ภาพโต๊ะเครื่องแป้ง) แล้วก็นั่งขำไปพร้อมๆกับคนไข้

หมอสรุปแบบนี้ค่ะ คือถ้าใช้มานานแล้วยังไม่แพ้ หรือไม่มีสิวหน้าไม่พัง มันก็ถือว่าโอเค แต่ถ้าใช้เยอะ แล้วดันเป็นสิว งานจะเข้าก็ตรงนี้แหล่ะ เพราะเราไม่รู้ว่ามันเกิดจากตัวไหน ยี่ห้อไหนที่ใช้ อีกอย่างคือ การใช้สกินแคร์หลายขั้นตอนเกินความจำเป็น (Over-skincare) ส่งผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะ “เกราะป้องกันผิวพัง” (Damaged Skin Barrier) จากการใช้สารผลัดเซลล์ผิวซ้ำซ้อน ทำให้ผิวอ่อนแอและแพ้ง่าย นอกจากนี้การทาครีมทับกันหลายชั้นยังเสี่ยงต่อการเกิด “สารตีกัน” ที่ลดประสิทธิภาพของครีม และก่อให้เกิดการอุดตันจนเป็นสิว (Acne Cosmetica) ได้ง่าย หมอจึงแนะนำแนวทาง Skinimalism เน้นใช้เฉพาะสิ่งที่ผิวต้องการจริงๆ เพื่อให้ผิวแข็งแรงและสมดุลค่ะ

ลองทบทวนดูใหม่ มาพบหมอใหม่ได้ว่าแท้จริงแล้วผิวเราต้องการอะไร จะได้ตัดตัวที่ไม่จำเป็นออกไปทีละนิดๆได้ค่ะ


หมายเหตุ: คำตอบนี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเบื้องต้น กรุณาทำนัดเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับข้อมูลโดยละเอียด

คอร์สรักษาสิวทั่วหน้า + เลเซอร์ลดรอยดำรอยแดง D’ Acne L คุ้มกว่ายังไง เหมาะกับใคร ราคาเท่าไหร่ คำถามที่พบบ่อย

ใช้สกินแคร์เยอะๆ… ยิ่งประโคม ยิ่งผิวดี หรือกำลังทำร้ายผิวทางอ้อมคะ?

หมอเชื่อว่าคนไข้หลายคนคงเคยเห็นเทรนด์ “10-Step Skincare Routine” หรือการลงครีมทับกันหลายๆ ชั้น แล้วเกิดคำถามว่า “เราต้องทาเยอะขนาดนั้นจริงๆ เหรอ?” หรือบางคนทาไปแล้วสิวขึ้น ผิวแดง วันนี้หมอจะมาตอบให้ชัดๆ เลยค่ะว่า “Less is More” (น้อยแต่มาก) ยังคงเป็นกฎเหล็กของผิวสุขภาพดี เพราะการใช้สกินแคร์เยอะเกินความจำเป็น มีข้อเสียที่น่ากลัวกว่าที่คิดค่ะ

1. ทำลาย “เกราะป้องกันผิว” (Skin Barrier) โดยไม่รู้ตัว

นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดที่หมอเจอค่ะ การที่เราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Active Ingredients) หลายตัวพร้อมกัน เช่น ใช้ทั้ง AHA, BHA, Retinol และ Vitamin C ในรูทีนเดียว มันเหมือนเราไป “ขัดถูและลอกผิวกำแพงบ้าน” ซ้ำๆ จนอิฐปูนหลุดร่อน

  • ผลที่ตามมา: ผิวจะบางลง ไวต่อแสง แสบง่าย และเกิดภาวะ “ผิวระคายเคืองเรื้อรัง” จนกลายเป็นคนผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin) ในระยะยาวค่ะ

2. เกิดปฏิกิริยา “สารตีกัน” (Chemical Conflict)

สกินแคร์แต่ละขวดถูกออกแบบมาให้ทำงานในค่า pH ที่ต่างกันค่ะ เมื่อเราทาทับกันมั่วๆ โดยไม่ดูคู่ยา อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง หรือเกิดสารใหม่ที่ระคายเคืองผิว

  • ตัวอย่าง: การทา Vitamin C (ที่เป็นกรด) คู่กับ Retinol (วิตามินเอ) ในเวลาเดียวกัน อาจทำให้ผิวระคายเคืองรุนแรงและแห้งลอกได้ หรือการทาครีมเนื้อหนักทับกันหลายชั้น อาจไปขัดขวางการดูดซึมของสารสำคัญตัวอื่น ทำให้ทาไปก็ “สูญเปล่า” ค่ะ

3. ต้นเหตุของ “สิวอุดตัน” และสิวผด (Acne Cosmetica)

ผิวหน้าเราไม่ใช่ฟองน้ำที่ดูดซับทุกอย่างได้ไม่จำกัดนะคะ การโบกครีมเนื้อหนักๆ ทับกันหลายชั้น (Occlusion) จะทำให้เกิดฟิล์มหนาเคลือบผิว ระบายอากาศไม่ได้

  • ผลที่ตามมา: น้ำมันและเหงื่อจะถูกขังไว้ใต้ผิว กลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย และเกิด “สิวอุดตัน” หรือ “สิวผด” ขึ้นมาแทน โดยเฉพาะในอากาศเมืองไทยที่ร้อนชื้น การทาเยอะเกินไปคือการทำร้ายผิวชัดๆ เลยค่ะ

4. ภาวะ “ผิวขี้เกียจ” (Skin Dependency)

อันนี้เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจค่ะ ถ้าเราเติมความชุ่มชื้นหรือน้ำมันให้ผิวมากเกินไปตลอดเวลา กลไกตามธรรมชาติของผิวที่ทำหน้าที่ผลิตความชุ่มชื้นเอง (NMF – Natural Moisturizing Factor) อาจทำงานลดลง ทำให้พอวันไหนเราหยุดทาครีม ผิวจะแห้งกร้านทันที เพราะผิว “เสียนิสัย” และรอรับแต่สารเติมเต็มจากภายนอกค่ะ

หมอแนะนำให้คนไข้หันมาดูแลผิวแบบ Skinimalism คือเลือกใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆ แค่ 3 ขั้นตอนหลักก็พอค่ะ

  1. Cleanser (ล้างให้สะอาด)
  2. Moisturizer (เติมความชุ่มชื้นให้พอดี)
  3. Sunscreen (กันแดด สำคัญที่สุด)
    ส่วนเซรั่มแก้ปัญหาผิว เลือกแค่ 1-2 ตัวที่ตรงจุดจริงๆ ก็เพียงพอแล้วค่ะ ผิวจะได้พักหายใจบ้างนะคะ
ครีมกันแดดที่เหมาะกับคนเป็นสิว เกรดคลินิก

คำถามอื่นๆที่พบบ่อย