ฉีดสิวอักเสบ (Acne Injection) ที่ D’ Lovevery Clinic
สิวเม็ดใหญ่ บวม แดง เจ็บ—ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสี่ยงทิ้งรอยและอักเสบลากยาว “ฉีดสิว” เป็นหัตถการเฉพาะจุดที่ช่วยลดการอักเสบและความเจ็บได้เร็วขึ้นในหลายเคส

| สิวอักเสบ | ปล่อยทิ้งไว้ | ดูแล/มาพบแพทย์ (เช่น ฉีดสิว + แผนคุมสิว) |
|---|---|---|
| อาการปวด/บวม | มักอยู่นานขึ้น | มักลดเร็วขึ้น (หลายเคส 24–72 ชม. หลังดูแล) |
| การลุกลามของการอักเสบ | เสี่ยงบวมแดงเพิ่ม/เป็นเม็ดใหญ่ขึ้น | ลดโอกาสลุกลามเมื่อประเมินและดูแลเร็ว |
| โอกาสทิ้ง “รอยแดง/รอยดำ” | เสี่ยงสูงขึ้นโดยเฉพาะถ้าแกะ/กดเอง | ลดโอกาสรอยเข้มขึ้นเมื่อคุมอักเสบ + กันแดด/ยาที่เหมาะสม |
| โอกาสเกิดแผล/หนอง | เสี่ยงมากขึ้น หากปล่อยจนแตกหรือติดเชื้อ | แพทย์คัดกรองและดูแลแบบปลอดเชื้อ ลดความเสี่ยง |
| โอกาสเกิดหลุมสิว | เสี่ยงเพิ่ม หากอักเสบลึก/นาน | ลดความเสี่ยงเมื่อรักษาอักเสบให้ไวและถูกวิธี |
| ระยะเวลาที่ต้องกังวล/เสียความมั่นใจ | ยาวและคาดเดายาก | สั้นลงและมีแผนติดตามชัดเจน |
| ค่าใช้จ่ายรวมระยะยาว | อาจบานปลาย (รอย/หลุมต้องรักษาเพิ่ม) | คุมตั้งแต่ต้น ลดโอกาสต้องแก้ระยะยาว |
| ความปลอดภัย | เสี่ยงทำเองผิดวิธี/กดแกะจนแย่ลง | ทำโดยแพทย์ ประเมินข้อห้าม/ความเสี่ยงก่อนทุกเคส |
| ความสะดวก | “รอให้ยุบเอง” แต่ต้องลุ้น | เลือกวันทำได้ วางแผนก่อนงาน/นัดสำคัญ |
ฉีดสิวราคาเท่าไหร่ มีโปรโมชั่นไหม
- เม็ดแรก 100 บาท
- เม็ดต่อไป 50 บาท/เม็ด
- พิเศษ: เมื่อ ซื้อคอร์สสิว กับทางคลินิก ฉีดสิวฟรีตลอดคอร์ส
โปรแกรมรักษาสิวอื่นๆมีอะไรบ้าง
| รายการบริการ | อัตราค่าบริการ |
|---|---|
| กดสิว (ทั่วหน้า) | ครั้งละ 350 บาท |
| มาส์กลดสิว รอยแดงจากสิว | ครั้งละ 350 บาท |
| กดสิว (ทั่วหน้า+ลำคอ) | ครั้งละ 500 บาท |
| รักษาสิวครบขั้นตอน | เริ่มต้นครั้งละ 700 บาท |
| รักษาสิว (ทั่วแผ่นหลัง) | ครั้งละ 2,500 บาท |
| LED ลดการอักเสบสิว | ครั้งละ 1,200 บาท |
| IPL ลดรอยสิว | ครั้งละ 1,500 บาท |
| Pico Laser ทั่วใบหน้า | ครั้งละ 4,500 บาท |




ฉีดสิวเหมาะกับใคร?
เหมาะสำหรับผู้ที่มี
- สิวอักเสบเม็ดใหญ่/สิวหัวช้าง บวมแดงและเจ็บ
- สิวที่ต้องการให้ ยุบไวขึ้น เพราะมีนัด งาน หรืออยากลดการอักเสบแบบเร่งด่วน
- เคสที่แพทย์ประเมินแล้วว่าเหมาะกับการฉีดเฉพาะจุด
อาจไม่เหมาะ/ควรเลี่ยงในบางกรณี (ให้แพทย์คัดกรอง)
- มีประวัติแพ้ยา/แพ้ส่วนประกอบที่ใช้
- ตั้งครรภ์/ให้นม (ต้องแจ้งแพทย์ก่อน)
- มีการติดเชื้อผิวหนังบางชนิด หรือมีแผล/เริมบริเวณใกล้เคียง
- มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางกลุ่มที่ต้องระวัง (แจ้งให้ครบก่อนทำ)
เห็นผลเมื่อไหร่? ต้องฉีดกี่ครั้ง?
- โดยทั่วไปหลายเคสจะเริ่มรู้สึกว่า บวม/ปวดลดลงภายใน 24–72 ชั่วโมง
- บางเม็ดอาจต้องติดตาม/ทำร่วมกับแผนรักษาสิวอื่น ๆ ตามดุลยพินิจแพทย์
ขั้นตอนการทำ (Process)
- ซักประวัติ + ประเมินชนิดสิว/ข้อห้าม
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณที่จะฉีด
- ฉีดเฉพาะจุดโดยแพทย์
- แนะนำการดูแลหลังทำ/ยาทา หรือแผนคุมสิว (ถ้าจำเป็น)
- นัดติดตามหากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสิวอักเสบซ้ำบ่อย
ข้อควรรู้ก่อนฉีดสิว
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ฉีดสิวช่วยอะไร? | ช่วยลดการอักเสบ บวมแดง และความเจ็บของสิวอักเสบเฉพาะจุดได้เร็วขึ้นในหลายเคส (ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล) |
| ฉีดสิวต่างจากกดสิวยังไง? | “ฉีดสิว” เน้นลดการอักเสบจากด้านใน ส่วน “กดสิว” เน้นเอาสิ่งอุดตันออก—แพทย์จะเลือกให้เหมาะกับชนิดสิว |
| ใช้เวลากี่นาที? | เป็นหัตถการสั้น ๆ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นาน ขึ้นกับจำนวนเม็ดและการประเมินหน้างาน |
| เจ็บไหม? | อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะฉีดและตึง ๆ หลังทำ โดยทั่วไปทนได้ |
| หลังฉีดจะยุบเลยไหม? | หลายเคสจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 1–3 วัน ไม่จำเป็นต้องยุบทันทีทุกคน |
| ฉีดแล้วแต่งหน้าได้ไหม? | โดยทั่วไปควรเลี่ยงการถู/กดแรงบริเวณที่ฉีดในวันแรก และทำตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการแต่งหน้า/สกินแคร์ |
| ต้องหยุดครีมหรือยาสิวไหม? | บางตัวอาจต้องเว้นชั่วคราวหากระคายเคืองง่าย ให้แจ้งสิ่งที่ใช้อยู่ทั้งหมดเพื่อให้แพทย์แนะนำแบบเฉพาะคุณ |
| มีผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง? | อาจมีรอยแดง บวมเล็กน้อย หรือระบมชั่วคราว โดยมากดีขึ้นเอง หากปวดมาก บวมมาก หรืออาการแย่ลงให้ติดต่อคลินิกทันที |
| ฉีดสิวทำให้เป็นหลุมสิวไหม? | โดยทั่วไปการอักเสบที่รุนแรง/นานและการแกะกดเองเป็นปัจจัยสำคัญต่อรอยและหลุม—การรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีมักช่วยลดความเสี่ยงได้ |
| ฉีดสิวได้บ่อยแค่ไหน? | ขึ้นกับชนิดสิวและแผนการคุมสิวของแพทย์ ไม่ควรฉีดเองหรือฉีดถี่เกินจำเป็น |
| ถ้ามีหลายเม็ด คิดราคายังไง? | เม็ดแรก 100 บาท เม็ดต่อไป 50 บาท/เม็ด และ ฟรีตลอดคอร์ส เมื่อซื้อคอร์สสิวกับคลินิก (ตามการประเมินแพทย์) |
| ควรมาฉีดเมื่อไหร่? | เมื่อมีสิวอักเสบเม็ดใหญ่ บวมแดงเจ็บ หรือกำลังลุกลาม—การประเมินเร็วช่วยลดโอกาสอักเสบยืดเยื้อ |
ดูแลหลังฉีดสิว (Aftercare)
- หลีกเลี่ยงการ จับ แกะ กด ถูแรง บริเวณที่ฉีด
- เลี่ยงสกินแคร์ที่ระคายเคือง (กรด/สครับ/เรตินอยด์) ชั่วคราวหากมีอาการแสบแดง และทำตามคำแนะนำแพทย์
- ทากันแดดเป็นประจำ ลดรอยดำหลังสิว
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้น บวมมาก หนองลาม ไข้ ให้ติดต่อคลินิกทันที
ทำไมต้องฉีดสิวที่ D’ Lovevery Clinic?
- ประเมินโดยแพทย์ก่อนทำทุกเคส เลือกวิธีให้เหมาะกับชนิดสิวและความเสี่ยง
- ทำหัตถการอย่างถูกหลักและปลอดเชื้อ ลดโอกาสอักเสบจากการทำเอง
- วางแผนคุมสิวต่อเนื่องได้ (สำหรับคนเป็นสิวซ้ำบ่อย) และมีสิทธิ์ ฉีดสิวฟรีตลอดคอร์ส เมื่อซื้อคอร์สสิว
- เดินทางสะดวก 2 สาขา ครอบคลุมโซนรามคำแหง และเลียบด่วน-รามอินทรา
สาขา D’ Lovevery Clinic
1) สาขาพาซิโอทาวน์ รามคำแหง (The Paseo Town รามคำแหง)
ใกล้: สัมมากร, ถนนรามคำแหง, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า, สุขาภิบาล 3, ARL รามคำแหง, MRT สายสีส้ม สถานีสัมมากร
ลิงก์แผนที่: (ใส่ Google Maps URL)
2) สาขา CDC — Crystal Design Center (CDC)
ทำเล: เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา
ใกล้: เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, โลตัส รามอินทรา, โฮมโปร รามอินทรา, โรงเรียนเลิศหล้า
ลิงก์แผนที่: (ใส่ Google Maps URL)
บรรยากาศการรับบริการ

ทำไมต้องรักษาสิว ที่ D’ Lovevery Clinic
- ดูแลโดยแพทย์อย่างเป็นระบบ เริ่มจากการซักประวัติและประเมินสภาพผิว เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับ “ชนิดสิว–ระดับความรุนแรง–เป้าหมายของผู้รับบริการ”
- มุ่งเน้นค้นหาสาเหตุของการเกิดสิว แพทย์ให้ความสำคัญกับการหาปัจจัยกระตุ้นและต้นเหตุ (เช่น การอุดตัน การอักเสบ พฤติกรรมการดูแลผิว) เพื่อช่วยให้การรักษา “ตรงจุด” และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
- ทีมเข้าใจผู้มีปัญหาสิวอย่างแท้จริง แพทย์และพนักงานจำนวนมากมีประสบการณ์เคยเป็นสิวมาก่อน จึงเข้าใจข้อกังวล ความไม่มั่นใจ และความต้องการของผู้รับบริการเป็นอย่างดี
- รองรับสิวทุกประเภท ทุกระดับ ครอบคลุมตั้งแต่สิวเริ่มต้น สิวอุดตัน ไปจนถึงสิวอักเสบเป็นๆ หายๆ โดยปรับแนวทางให้เหมาะกับแต่ละเคส
- ดูแลสิวแบบครบขั้นตอน เน้นกระบวนการดูแลที่เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่เตรียมผิว ลดการอุดตัน กดสิวอย่างเหมาะสม ลดการอักเสบ และปลอบประโลมผิวหลังทำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของผิวและลดความเสี่ยงการทิ้งรอย
- มีทางเลือกโปรแกรมหลายขนาด (Size) ตามปัญหาและพื้นที่ สามารถเลือกให้เหมาะกับการดูแลเฉพาะบริเวณ เช่น ใบหน้า หรือกรณีสิวลามลงลำคอ รวมถึงกรณีต้องการดูแลรอยสิวร่วมด้วย (ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล)
- ทางเลือกเลเซอร์หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการ คลินิกมีตัวเลือกเลเซอร์/เทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนการรักษาสิวและการดูแลผิวในแผนที่เหมาะสมกับแต่ละเคส
- ดูแลทั้ง “สิว” และ “รอย” อย่างสมดุล สำหรับผู้ที่มีรอยแดง/รอยดำหลังสิว แพทย์สามารถพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับการรักษาสิว เพื่อให้ผิวดูสม่ำเสมอขึ้นอย่างเหมาะสม
- มีรีวิวความประทับใจจากเคสจริงจำนวนมาก สะท้อนประสบการณ์ของผู้รับบริการในด้านการดูแล การติดตาม และความใส่ใจของทีม
- ให้คำแนะนำหลังทำที่ชัดเจนและทำได้จริง เพื่อสนับสนุนผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ลดการระคายเคือง และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดี
- ช่องทางปรึกษาและความสะดวกในการรับบริการ สามารถขอคำแนะนำ/ประเมินเบื้องต้นได้ และรองรับการชำระเงินที่หลากหลาย (เช่น แบ่งจ่าย สแกนจ่าย บัตรเครดิต SpayLater) เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการ

รีวิวรักษาสิว ก่อน-หลัง














รีวิวรักษาสิว รอยสิว
การเกิดฝ้าหลังเลเซอร์หลุมสิวมี โอกาสเกิดขึ้นได้จริง แม้จะใช้นวัตกรรมหรือเครื่องเลเซอร์ รุ่นล่าสุดจากอเมริกา ที่โฆษณาว่าดีที่สุดก็ตามค่ะ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทุกโปรแกรมการรักษามีผลข้างเคียง (Side Effects) แฝงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่อง พลังงานความร้อนสะสม ที่อาจไปกระตุ้นเม็ดสีในคนไข้ที่มีพื้นฐานผิวไวต่อแสง ดังนั้น เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุดไม่ได้หมายความว่าเหมาะสมที่สุดเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเครื่องคือการให้ แพทย์ประเมินสภาพผิวและโรคประจำตัวอย่างละเอียด เพื่อเลือกค่าพลังงานและเครื่องมือที่ “เข้ากับผิวคนไข้” จริงๆ ควบคู่ไปกับการดูแลหลังทำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้หลุมสิวตื้นขึ้นโดยไม่ทิ้งรอยดำไว้เป็นของแถมค่ะ
แม้เครื่องเลเซอร์จะผ่านการรับรองจาก US-FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) แต่ใบรับรองนั้นหมายถึงความปลอดภัยในการใช้งาน ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ไม่ได้การันตีว่าจะไม่มีผลข้างเคียง 100% หากใช้ค่าพลังงานที่ไม่เหมาะสมกับผิวคนเอเชีย
อาการสิวเห่อข้ามคืนจากการใช้น้ำตบ ส่วนใหญ่มักเกิดจาก ส่วนผสมจากการหมักบ่ม (Fermented Ingredients) เช่น ยีสต์ Galactomyces หรือแพลงก์ตอน ซึ่งทำหน้าที่เป็นอาหารให้กับเชื้อราประจำถิ่นบนผิวหนัง ทำให้เกิดภาวะ “สิวยีสต์” (Fungal Acne) หรือรูขุมขนอักเสบจากเชื้อราที่มีลักษณะเป็นตุ่มแดงคันคล้ายสิวผด ซึ่ง ไม่ใช่การดันสิว แต่เป็นอาการแพ้ระคายเคือง ดังนั้นผู้ที่มีประวัติผิวแพ้ง่ายหรือเป็นเซ็บเดิร์ม ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมกลุ่มนี้เพื่อป้องกันการเห่อของสิวค่ะ
ควรเว้นการกดสิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 14 วัน ชัวร์เลยคือ 30 วัน บริเวณที่หมอพบบ่อยคือใต้ตา และก็คาง เพื่อป้องกันไม่ให้ ฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือเสียรูปทรง จากแรงกด และลดความเสี่ยงในการ ติดเชื้อแบคทีเรีย จากสิวเข้าสู่ตัวยาฟิลเลอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงได้ หากจำเป็นจริง ๆ ควรใช้การ แต้มยาแต้มสิว แทนการบีบหรือกดในช่วงนี้ค่ะ
การใช้ CO2 Laser เหมาะที่สุดสำหรับ กลุ่มสิวอุดตันหัวปิด (Closed Comedones) ที่ไม่มีรูระบายตามธรรมชาติ, สิวหิน (Milia), และ ต่อมไขมันโต ซึ่งยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หลักการคือการใช้เลเซอร์เปิดช่องทางระบายเล็กๆ อย่างแม่นยำ เพื่อให้สามารถกำจัดหัวสิวหรือสิ่งอุดตันออกมาได้โดย ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียง และลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นจากการกดสิวด้วยแรงที่มากเกินไป ข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้กับสิวอักเสบแดง (Inflammatory Acne) เพราะความร้อนอาจกระตุ้นให้การอักเสบลุกลามได้ค่ะ
หมอบอกแบบคนเคยทำแบบนี้มาก่อนตอนวัยรุ่นได้เลยว่า เหมือนซื้อหวยเสี่ยงดวงเลยค่ะ เพราะหมอตามคลินิกเขาไม่ได้จ่ายยาสิวให้คนไข้ทานทุกเคสนะ ต้องมีข้อบ่งชี้ว่าควรทานยาด้วย
การซื้อยารักษาสิวทานเองอาจทำให้สิวยุบได้จริงหรืออาจจะไม่ได้ผลใดๆ แต่ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะดื้อยา ตับอักเสบ และอันตรายร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ กรณีตั้งครรภ์อยู่ หากไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ การรักษาที่ถูกต้องควรเริ่มจากการประเมินความรุนแรงของสิว เพราะ สิวส่วนใหญ่หายได้ด้วยยาทาโดยไม่ต้องพึ่งยากิน หากจำเป็นต้องใช้ยา แพทย์จะต้องคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวและติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ หายจากสิวอย่างยั่งยืนและปลอดภัยที่สุด ค่ะ
ถ้าระดับหลายปี ถือว่าสมควรตรวจค่ะ ทุกวันนี้ราคาตรวจก็ไม่ได้สูงเหมือนก่อน หากคนไข้มีปัญหา สิวอักเสบเรื้อรังบริเวณกรอบหน้าและคาง (U-Zone) ที่รักษาด้วยยาทาแล้วไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อยครั้ง ร่วมกับมีอาการ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ขนดก หรือน้ำหนักตัวขึ้นง่าย หมอแนะนำให้เข้า ตรวจหาภาวะ PCOS (ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ) เพราะอาการเหล่านี้เกิดจาก ภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน ซึ่งต้องแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการปรับสมดุลฮอร์โมน ไม่ใช่แค่การรักษาที่ผิวหนังภายนอก การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยวางแผนการรักษาให้สิวหายขาดและป้องกันปัญหาสุขภาพระยะยาวได้ค่ะ
จากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่เป็นสิวในวัยผู้ใหญ่กว่า 19-37% มีสาเหตุมาจากภาวะ PCOS แอบแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว
จะไม่ใช้เบตาดีนเช็ดหน้าก่อนกดสิว เพราะมีความรุนแรงและอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหน้าได้เกินความจำเป็นค่ะ หัวใจสำคัญคือ “เทคนิคปลอดเชื้อ” (Aseptic Technique) ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ซึ่งมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับผิวหน้าคือการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่อ่อนโยนแต่ประสิทธิภาพสูงอย่าง “คลอเฮกซิดีน” (Chlorhexidine) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิวอันบอบบางของคนไข้ค่ะ
ปกติการทาเบตาดีน ที่จะต้องเป็นเคสผ่าตัดเล็ก เช่นผ่าไฝ หรือผ่าไขมันนูนใต้ผิว หรือผ่าตัดใหญ่ๆอื่นๆค่ะ













