ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังหาข้อมูล

โบท็อกซ์ลดการปวดไมเกรน

ไม่มีเจตนาโปรโมทเครื่องมือแพทย์

รู้จักหมอต้าร์ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก

พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว

ใบอนุญาต ว.49465

แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านปรับรูปหน้าและการชะลอวัย ประจำดีเลิฟเวอรี่คลินิก

ฉีดโบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ทำได้จริงไหม ฉีดตรงไหน ราคาเท่าไหร่ คำถามที่พบบ่อย

พบแพทย์ก่อนทุกเคส แจ้งราคาชัดเจน ไม่มีบวกเพิ่มภายหลัง รับกล่องกลับบ้าน ผสมตัวยาต่อหน้า ติดตามผลการรักษา
เลือกอ่านเนื้อหา

ฉีดโบท็อกซ์รักษาไมเกรน ทางเลือกสำหรับอาการปวดหัวเรื้อรัง

ไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของใครหลายคน การฉีดโบท็อกซ์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเรื้อรังได้ มาทำความเข้าใจกันว่าการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรนคืออะไร เหมาะกับใคร และมีข้อควรรู้อะไรบ้าง

คลินิกรักษาไมเกรน ที่ไหนดี วิธีไหนดี ราคาเท่าไหร่

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคนที่ไม่เคยรับบริการคนที่เคยรับบริการแล้ว
ความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัวคาดหวังว่าอาการปวดหัวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการฉีดคาดหวังว่าอาการปวดหัวจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และอาจมีอาการปวดหัวน้อยลงกว่าเดิม
การใช้ยาแก้ปวดอาจลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวดได้อาจใช้ยาแก้ปวดในปริมาณที่น้อยลง หรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดเลย
คุณภาพชีวิตคาดหวังว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้น สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้นคุณภาพชีวิตจะดียิ่งขึ้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข
ความกังวลเกี่ยวกับอาการปวดหัวความกังวลเกี่ยวกับอาการปวดหัวจะลดลงความกังวลเกี่ยวกับอาการปวดหัวจะลดลงอย่างมาก และมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น

โบท็อกซ์ไมเกรนคืออะไร?

การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin type A) เพื่อรักษาไมเกรน คือการฉีดโบท็อกซ์ในบริเวณต่างๆ ของศีรษะและคอ เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน โดยโบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และลดอาการปวดหัว

โบท็อกซ์ช่วยลดอาการปวดหัวได้อย่างไร?

โบท็อกซ์จะช่วยลดอาการปวดหัวโดย

  • ยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาท โบท็อกซ์จะยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลง
  • คลายกล้ามเนื้อ โบท็อกซ์จะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัว
  • ลดความถี่และความรุนแรง การฉีดโบท็อกซ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน
โบท็อกซ์ช่วยลดอาการปวดหัวได้อย่างไร?
ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน

ใครเหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน?

  • ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนเรื้อรัง (ปวดหัวอย่างน้อย 15 วันต่อเดือน โดยมีอาการไมเกรนอย่างน้อย 8 วัน)
  • ผู้ที่ลองรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงจากยา
  • ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และไม่มีข้อห้ามในการฉีดโบท็อกซ์
ฉีดโบท็อก ลดการทานยาแก้ปวดไมเกรน  ฉีดตรงไหน ราคาเท่าไหร่ คำถามที่พบบ่อย

ข้อควรรู้ก่อนรับบริการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน

ข้อควรรู้คำอธิบาย
ปรึกษาแพทย์ปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรน เพื่อประเมินอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
แจ้งประวัติทางการแพทย์แจ้งประวัติทางการแพทย์ โรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทาน และอาการแพ้ต่างๆ ให้แพทย์ทราบ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นอาจมีอาการปวด บวม แดง หรือช้ำ บริเวณที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เองภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้ อาจมีอาการปวดคอ อ่อนแรง
ระยะเวลาในการเห็นผลโดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลหลังจากฉีดประมาณ 2-4 สัปดาห์ และผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน
การฉีดซ้ำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี อาจต้องฉีดโบท็อกซ์ซ้ำทุกๆ 3-6 เดือน
ค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายในการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรนแตกต่างกันไปในแต่ละสถานพยาบาล อาจจะใช้ 150 -160 ยูนิต ควรสอบถามค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ
การดูแลหลังฉีดหลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนัก และหลีกเลี่ยงความร้อน
ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคลผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรุนแรงของอาการไมเกรน สภาพร่างกาย และการตอบสนองต่อยา
โปรโมชั่น โบนิว ราคา เริ่มต้น 1500 บาท มีราคาเหมาขวด พิเศษ

ฉีดโบท็อกซ์รักษาไมเกรน อันตรายไหม?

การฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรนโดยทั่วไปมีความปลอดภัย หากได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และใช้ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกซ์ก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

เช็คลิสต์ความปลอดภัยและความเสี่ยงในการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน

ปัจจัยปลอดภัยมีความเสี่ยง
ผู้ให้บริการฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรนฉีดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ หรือผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ
ผลิตภัณฑ์ใช้ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ได้มาตรฐาน มี อย. และมาจากบริษัทที่น่าเชื่อถือใช้ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือไม่ได้มาตรฐาน
สถานที่สถานพยาบาลที่สะอาด ปลอดภัย และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครบครันสถานที่ที่ไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม
การประเมินก่อนการรักษาแพทย์ประเมินอาการ ประวัติทางการแพทย์ และความเหมาะสมในการฉีดโบท็อกซ์อย่างละเอียดไม่มีการประเมินก่อนการรักษา หรือประเมินอย่างไม่ละเอียด
การให้ข้อมูลแพทย์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และการดูแลหลังการรักษาอย่างครบถ้วนไม่มีการให้ข้อมูล หรือให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
การติดตามผลมีการติดตามผลการรักษา และให้คำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการรักษาไม่มีการติดตามผลการรักษา
  • ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดโบท็อกซ์ที่ไม่ปลอดภัย
  • ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ: การฉีดโดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญอาจทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนังและกล้ามเนื้อ
  • การติดเชื้อ: หากฉีดในสถานที่ที่ไม่สะอาด หรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่ปลอดเชื้อ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • อาการแพ้: ผู้ที่แพ้โบท็อกซ์อาจมีอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน บวม หายใจลำบาก หรือช็อก
  • ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์: การฉีดโดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หนังตาตก ปากเบี้ยว กลืนลำบาก หรือหายใจลำบาก
  • การฉีดโบท็อกซ์เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาไมเกรนเรื้อรังที่ได้ผลดี แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย
You conquer every challenge at work, but each time, the migraine conquers you.

อาการปวดหัวเรื้อรัง

ไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของใครหลายคน การฉีดโบท็อกซ์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังพิจารณาการฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก หรือเคยฉีดแล้วและต้องการทำซ้ำ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรนภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นมีความปลอดภัย

pie title เหตุผลในการเข้ารับการรักษาไมเกรน
    "ความถี่ของการโจมตีของไมเกรน" : 83
    "ความยากลำบากในการจัดการกับอาการ" : 7
    "ค่าใช้จ่ายในการรักษา" : 5
    "ความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียง" : 5
ข้อมูลอ้างอิง : https://thejournalofheadacheandpain.biomedcentral.com/articles/10.1186/s10194-025-02018-y
  • ด้านร่างกาย:
    • อาการปวด: อาการปวดหัวเรื้อรังทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบาย ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย
    • การนอนหลับ: อาการปวดหัวอาจรบกวนการนอนหลับ ทำให้หลับยาก หรือหลับไม่สนิท ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
    • ความอยากอาหาร: อาการปวดหัวอาจทำให้เบื่ออาหาร หรือคลื่นไส้อาเจียน ส่งผลต่อการรับประทานอาหารและการได้รับสารอาหารที่จำเป็น
    • กิจกรรมทางกาย: อาการปวดหัวอาจจำกัดความสามารถในการทำกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การทำงานบ้าน หรือการเดินทาง
  • ด้านจิตใจ:
    • อารมณ์: อาการปวดหัวเรื้อรังอาจทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด โกรธ เศร้า หรือวิตกกังวล
    • สมาธิ: อาการปวดหัวอาจทำให้เสียสมาธิ ทำงานหรือเรียนหนังสือได้ไม่เต็มที่
    • ความจำ: อาการปวดหัวอาจส่งผลต่อความจำ ทำให้หลงลืม หรือจำสิ่งต่างๆ ได้ยาก
    • ความเครียด: อาการปวดหัวเรื้อรังอาจทำให้เกิดความเครียดและความกดดัน
  • ด้านสังคม:
    • ความสัมพันธ์: อาการปวดหัวอาจทำให้ไม่อยากออกไปพบปะผู้คน หรือทำกิจกรรมทางสังคม ทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรักแย่ลง
    • การเข้าสังคม: อาการปวดหัวอาจทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ได้ เช่น งานเลี้ยง งานแต่งงาน หรือการท่องเที่ยว
    • บทบาททางสังคม: อาการปวดหัวอาจทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ต่างๆ ในสังคมได้ เช่น การเป็นพ่อแม่ การเป็นลูก หรือการเป็นเพื่อน
  • ด้านการทำงาน:
    • ประสิทธิภาพในการทำงาน: อาการปวดหัวอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดพลาด หรือทำงานได้ช้าลง
    • การขาดงาน: อาการปวดหัวอาจทำให้ต้องลางานบ่อยๆ ส่งผลต่อรายได้และความก้าวหน้าในอาชีพ
    • ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน: อาการปวดหัวอาจทำให้หงุดหงิดง่าย และมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน
สาเหตุของไมเกรน มีอะไรบ้าง ฉีดโบท็อกซ์ ช่วยลดปวดได้ดีกับเคสแบบไหน

สาเหตุการเกิดไมเกรน มีอะไรบ้าง

pie title สาเหตุของการเกิดไมเกรน  
    "พันธุกรรม" : 30  
    "ปัจจัยแวดล้อม" : 25  
    "ความเครียด" : 20  
    "ฮอร์โมน" : 15  
    "อาหารและเครื่องดื่ม" : 10  

สาเหตุของการเกิดไมเกรนสามารถแบ่งออกเป็นหลายปัจจัยหลัก ได้แก่

  • พันธุกรรม (Genetics) มีส่วนสำคัญในการกำหนดความเสี่ยงต่อการเกิดไมเกรน
  • ปัจจัยแวดล้อม (Environmental Factors) เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง, แสงจ้า, เสียงดัง, กลิ่นฉุน
  • ความเครียด (Stress) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • ฮอร์โมน (Hormones) การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในผู้หญิง เช่น ช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน
  • อาหารและเครื่องดื่ม (Food and Drinks) เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน, แอลกอฮอล์, ช็อกโกแลต, ชีส

การรักษาไมเกรนด้วยโบท็อกซ์ (OnabotulinumtoxinA) เป็นวิธีการที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ โดยมีจุดฉีดและปริมาณยูนิตที่กำหนดไว้ชัดเจนค่ะ ข้อมูลด้านล่างนี้อ้างอิงจากแนวทางการรักษามาตรฐาน:

โบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ต้องฉีดจุดไหนบ้าง

จุดฉีดเพื่อรักษาอาการ

  • หน้าผาก (Frontalis) บริเวณกล้ามเนื้อหน้าผาก มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
  • ขมับ (Temporalis) บริเวณกล้ามเนื้อขมับ มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
  • ท้ายทอย (Occipitalis) บริเวณกล้ามเนื้อท้ายทอย มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
  • คอ (Cervical Paraspinal Muscles) บริเวณกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลังช่วงคอ มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
  • บ่า (Trapezius) บริเวณกล้ามเนื้อบ่า มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
  • กล้ามเนื้อ Procerus บริเวณระหว่างคิ้วเหนือจมูก ใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (1 จุด)
  • กล้ามเนื้อ Corrugator บริเวณเหนือคิ้ว ใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
โบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ต้องฉีดจุดไหนบ้าง
frontalis muscle
ตำแหน่งฉีดโบท็อกซ์ลดการปวดไมเกรน บริเวณใบหน้า
โบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ต้องฉีดจุดไหนบ้าง Temporalis muscle
ตำแหน่งฉีดโบท็อกซ์ลดการปวดไมเกรน บริเวณขมับ
โบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ต้องฉีดจุดไหนบ้าง  occipitalis muscle splenius capitis muscle trapezius muscle
ตำแหน่งฉีดโบท็อกซ์ลดการปวดไมเกรน บริเวณท้ายทอย บ่า ไหล่

ข้อควรทราบ

  • แพทย์อาจปรับเปลี่ยนจุดฉีดและปริมาณยูนิตตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
  • การฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรนควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  • ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
  • การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ทำให้หายขาดจากโรค

วิธีการรักษาไมเกรนที่นิยม

วิธีการรักษาลดปวดอ้างอิง
โบท็อกซ์ (Botox)★★★★☆https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6842954/, https://americanmigrainefoundation.org/treatment-options/botox/
ยาแก้ปวด (Pain Relievers)★☆☆☆☆https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/migraine-headache/diagnosis-treatment/drc-20360207
ยาป้องกัน (Preventive Medications)★★★☆☆https://www.ninds.nih.gov/Disorders/All-Disorders/Migraine-Information-Page, https://www.nice.org.uk/guidance/cg150/chapter/1-Guidance
การฝังเข็ม (Acupuncture)★★☆☆☆https://www.evidence.nhs.uk/evidence-search?q=acupuncture%20for%20migraine, https://www.cochranelibrary.com/cdsr/doi/10.1002/14651858.CD007587.pub2/full
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม★★☆☆☆https://www.migrainetrust.org/, https://headaches.org/
  1. โบท็อกซ์ (Botox) อ้างอิงจากงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าโบท็อกซ์สามารถลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย
  2. ยาแก้ปวด (Pain Relievers) เช่น พาราเซตามอล, ไอบูโพรเฟน ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ในระดับหนึ่ง
  3. ยาป้องกัน (Preventive Medications) เช่น ยาต้านเศร้า, ยาความดันโลหิตสูง ช่วยลดความถี่ของการเกิดไมเกรน
  4. การฝังเข็ม (Acupuncture) มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการฝังเข็มสามารถช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้
  5. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle Modifications) เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ, การจัดการความเครียด, การออกกำลังกาย

เช็คอาการปวดหัวแต่ละแบบก่อนรักษา

เช็คอาการปวดหัวแต่ละแบบก่อนรักษา ปวดหัวไมเกรนเป็นยังไง
  • ปวดหัวไซนัส (Sinus Headache)
    • เกิดจากการอักเสบหรือการติดเชื้อในโพรงไซนัส (โพรงอากาศในกระดูกบริเวณใบหน้า)
    • อาการปวดจะรู้สึกตื้อๆ หนักๆ บริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม หรือรอบๆ ดวงตา และอาจปวดมากขึ้นเมื่อก้มศีรษะลง
    • มักมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น คัดจมูก มีน้ำมูกไหล มีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีเสมหะ
    • อาการปวดจะดีขึ้นเมื่อการอักเสบของไซนัสลดลง
  • Tension Headache (ปวดหัวจากความเครียด)
    • เป็นอาการปวดหัวที่พบได้บ่อยที่สุด
    • มักรู้สึกปวดตื้อๆ เหมือนมีอะไรรัดรอบศีรษะ อาจปวดบริเวณหน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอย
    • ความรุนแรงของอาการปวดมักไม่มากนัก และไม่แย่ลงเมื่อทำกิจกรรมทางกายภาพ
    • มักไม่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อแสง/เสียงมากนัก
  • Migraine (ไมเกรน)
    • อาการปวดหัวรุนแรง มักปวดตุบๆ ข้างเดียวของศีรษะ (แต่ก็สามารถปวดได้ทั้งสองข้าง)
    • อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อแสงและเสียง
    • อาการจะแย่ลงเมื่อทำกิจกรรมทางกายภาพ
    • บางคนอาจมีอาการนำ (aura) เช่น เห็นแสงวูบวาบ หรือมีปัญหาในการมองเห็นก่อนปวดหัว
  • Cluster Headache (ปวดหัวคลัสเตอร์)
    • เป็นอาการปวดหัวที่รุนแรงที่สุดประเภทหนึ่ง แต่พบน้อย
    • มักปวดอย่างรุนแรง รอบๆ ดวงตาข้างเดียว และมักเกิดขึ้นเป็นชุด (cluster) ในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น วันละหลายครั้ง เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน) แล้วอาจหายไปนาน
    • มักมีอาการร่วม เช่น น้ำตาไหล ตาแดง คัดจมูก หรือเหงื่อออกบริเวณหน้าข้างที่ปวด
    • อาการปวดอาจทำให้รู้สึกกระสับกระส่ายหรือไม่สามารถอยู่นิ่งได้
หมอต้าร์ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว แพทย์ประจำ

นวดคลายกล้ามเนื้อ VS โบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อ

คุณสมบัติการฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)การนวด (Massage Therapy)
กลไกการออกฤทธิ์ออกฤทธิ์โดยตรง โดยการยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท (Acetylcholine) ที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว หรือลดการทำงานลงชั่วคราวเป็นการใช้แรงกด การลูบคลึง เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดอาการปวด
ความแม่นยำ/ตรงจุดสูงมากและเฉพาะเจาะจง แพทย์สามารถฉีดสารโบท็อกซ์เข้าสู่กล้ามเนื้อเป้าหมายที่ต้องการคลายตัวได้อย่างตรงจุดทั่วไปและกว้างกว่า คลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อในบริเวณกว้าง อาจไม่สามารถคลายกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ หรือเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำเท่า
ผลลัพธ์แน่นอน ชัดเจน และคาดการณ์ได้สูง กล้ามเนื้อเป้าหมายจะคลายตัวหรือลดการทำงานลงอย่างสม่ำเสมอตามปริมาณที่ฉีดแปรผันได้ ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้นวด สภาพกล้ามเนื้อ และความรุนแรงของปัญหา อาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ตรงจุดตามที่ต้องการ
ระยะเวลาคงผลลัพธ์ยาวนานกว่า ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณที่ฉีด และการตอบสนองของแต่ละบุคคลสั้นกว่าและชั่วคราว มักรู้สึกสบายตัวหลังนวดเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ หากสาเหตุของความตึงเครียดยังอยู่ อาการจะกลับมาได้เร็ว
วัตถุประสงค์หลักลดการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับใบหน้า, ลดขนาดกราม, คลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งเรื้อรัง เช่น ไมเกรนจากกล้ามเนื้อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความตึงเครียดทั่วไป เพิ่มการไหลเวียน บรรเทาอาการปวดเมื่อย
การใช้ในทางการแพทย์/ความงามใช้เป็นหัตถการทางการแพทย์และความงามที่ได้รับการรับรอง เพื่อผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงเป็นการบำบัดเสริม เพื่อสุขภาพและผ่อนคลาย อาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้ แต่ไม่ใช่การรักษาเฉพาะเจาะจง
การควบคุมผลลัพธ์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถควบคุมปริมาณและตำแหน่งการฉีดเพื่อปรับแต่งผลลัพธ์ได้ตามต้องการผู้นวด ใช้เทคนิคและแรงกดตามประสบการณ์และความรู้สึก ไม่สามารถควบคุมการคลายตัวของกล้ามเนื้อแต่ละมัดได้โดยตรง
ความรู้สึกระหว่าง/หลังทำอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยระหว่างฉีด ผลจะเริ่มเห็นภายใน 3-7 วัน อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยรู้สึกผ่อนคลายระหว่างนวด อาจมีอาการระบมเล็กน้อยหลังนวด

ลองนึกภาพดูนะคะ เวลาเราปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้อตึงจากการใช้งานทั่วไป การนวดจะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนบน กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวขึ้นมาได้ค่ะ แต่ถ้ากล้ามเนื้อที่เรามีปัญหา เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ หรือเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและเกร็งตัวผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เช่น กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้า กล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่ หรือกล้ามเนื้อบางมัดที่ทำให้ปวดไมเกรน การนวดอาจจะเข้าไปไม่ถึง หรือไม่สามารถ ‘ปิดสวิตช์’ การทำงานที่มากเกินไปของกล้ามเนื้อนั้นๆ ได้อย่างตรงจุดและถาวรพอค่ะ

การเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน

  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษา
  • แจ้งประวัติทางการแพทย์ โรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทาน และอาการแพ้ต่างๆ ให้แพทย์ทราบ
  • งดยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ก่อนฉีดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ (ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา)
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนฉีด 24 ชั่วโมง

การดูแลหลังฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน

  • หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด
  • งดออกกำลังกายหนัก และหลีกเลี่ยงความร้อน เช่น การอบไอน้ำ ซาวน่า หรือการทำเลเซอร์
  • หากมีอาการปวด บวม แดง หรือช้ำ บริเวณที่ฉีด สามารถประคบเย็นเพื่อลดอาการ
  • ติดตามอาการกับแพทย์ตามนัดหมาย

โบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ราคาเท่าไหร่

botox เกาหลี มียี่ห้อไหนบ้าง อัพเดท 2025 ราคาเท่าไหร่
ราคาโบท็อกซ์ อเมริกา เยอรมัน อังกฤษ แตกต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี
Allergan Dysport Xeomin
โปรแกรมราคา
NEURONOX 50 UNIT4,999.-
NEURONOX 100 UNIT7,999.-
AESTOX 50 UNIT4,999.-
AESTOX 100 UNIT7,999.-
HUGEL 50 UNIT5,999.-
HUGEL 100 UNIT9,999.-
XEOMIN 50 UNIT9,000.-
XEOMIN 100 UNIT17,000.-
DYSPORT 120 UNIT12,000.-
DYSPORT 300 UNIT19,000.-
BOTOX 50 UNIT12,900.-
BOTOX 100 UNIT19,999.-

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic

  • เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
  • สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
  • จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
  • ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
  • รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
  • แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ แพทย์ทุกท่านมีใบอนุญาตและประสบการณ์ด้านโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อ
  • คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
  • โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้
  • แสดงขั้นตอนการผสมยา ให้เห็นการผสมโบท็อกซ์กับน้ำเกลือ โปร่งใสทุกขั้นตอน
ดีเลิฟเวอรี่คลินิก รับชำระด้วย Shopee SPayLater

รีวิว Botulinum Toxin บริเวณอื่นๆ

  • สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
  • สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546

หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ 

ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

อยากยุงแค่ไหน ก็แนะนำไม่เกิน 100 ยูนิตต่อครั้งค่ะ

หมอเข้าใจดีเลยนะคะว่าคนไข้หลายท่านอยากมีรูปหน้าสไตล์ “หน้ายุง” ที่ดู เรียวเล็ก เดฟ ขั้นสุด จนบางครั้งอาจรู้สึกว่ายิ่งอัดโบท็อกซ์กรามเยอะๆ ไปเลย จะได้เห็นผลไวๆ แต่นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเรียกทรงหน้านี้ว่าอะไร หรืออยากหน้าเรียวแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การใช้โบท็อกซ์ลดกรามที่มากเกินกว่า 50-100 ยูนิตในครั้งเดียว (เฉลี่ยข้างละ 25-50 ยูนิต) ไม่ได้ช่วยให้หน้าเล็กลงไปกว่าขีดจำกัดของกล้ามเนื้อเรานะคะ แต่กลับจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ กล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารอ่อนแรง ยิ้มมุมปากตก หรือเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์ ในระยะยาวได้ หมอเข้าใจและพร้อมจะเนรมิตความสวยตามความต้องการของคนไข้นะคะ แต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจหมอด้วยว่า หมออยากให้ทุกคนสวยแบบปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง ค่อยๆ ปรับโครงหน้าให้เรียวเล็กอย่างพอดีกับสัดส่วนของเรา ดีกว่าฝืนฉีดอัดยูนิตเกินลิมิตแล้วต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะ สวยแบบหน้ายุงได้ แต่ต้องเป็นยุงที่สวยและปลอดภัยที่สุดนะคะ

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมอต้องขออนุญาตเบรกความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ หลายคนมักคิดว่า “โบท็อกซ์คือตัวจบ” ของการทำหน้าเรียวหน้ายุง ฉีดปุ๊บหน้าต้องเล็กปั๊บแบบทรงหน้ายุงแน่นอน แต่หมอต้องอธิบายตามหลักการแพทย์แบบนี้ค่ะว่า โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ลดขนาดได้เฉพาะส่วนที่เป็น “กล้ามเนื้อ” (กราม) เท่านั้น

ถ้าคนไข้มีใบหน้าที่กว้างหรือเหลี่ยมจาก “แนวโครงสร้างกระดูก” โบท็อกซ์ก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ หรือถ้าหน้ากลมเพราะมี “ชั้นไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงเยอะ” โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถสลายไขมันได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจอัดโบท็อกซ์ หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอช่วยจับและประเมินรูปหน้าดูก่อนนะคะ เราจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง หากปัญหาเกิดจากไขมันเราจะได้เปลี่ยนไปใช้แฟตสลายไขมัน หรือถ้าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อยก็อาจจะใช้เครื่องมือยกกระชับแทน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์หน้าเรียวเล็กที่ตรงจุด ทำแล้วเห็นผลจริงแบบไม่เสียเงินฟรีค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ช่วยได้ค่ะ แต่ไม่ดีเท่ากับการลดริ้วรอยด้วยการฉีด Botulinum Toxin โดยตรงค่ะ เพราะมันเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง สาเหตุเพราะรอยตีนกาลึกๆ เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อเวลาที่คนไข้ยิ้มหรือแสดงสีหน้า ซึ่งต้องใช้โบท็อกซ์เข้าไปคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น ในขณะที่ Ulthera ถูกออกแบบมาเพื่อดึงยกกระชับชั้นผิวที่หย่อนคล้อย (SMAS) ให้ตึงและเด้งขึ้น การทำ Ulthera จึงตอบโจทย์เรื่องการยกคิ้วและหางตาตกได้ดีเยี่ยม และมีผลพลอยได้คือรอยยับตื้นๆ บนผิวดูจางลงเพราะผิวถูกดึงให้ตึงขึ้นนั่นเองค่ะ ดังนั้นหากคนไข้ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน บางเคสต้อง ควบคู่กับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อสยบตีนกาทุกการขยับ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ไม่มีหัตถการหรือโปรแกรมใดๆ ที่สามารถทดแทน Ulthera ได้แบบ 100% หรือให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันทุกประการได้ค่ะ เนื่องจากแต่ละเทคโนโลยีต่างก็มีจุดเด่น กลไกการทำงาน และระดับความลึกของการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม แม้ Ulthera จะโดดเด่นในการยกกระชับผิวอย่างล้ำลึกถึงชั้น SMAS แต่ก็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกเคส และก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกระตุ้นคอลลาเจนได้ เช่น Thermage FLX ที่เน้นผิวแน่นกระชับ, HIFU ยี่ห้ออื่นๆ ที่มีหลักการคล้ายกัน, ฟิลเลอร์ สำหรับเติมเต็มและปรับรูปหน้า, ร้อยไหม เพื่อการยกกระชับที่เห็นผลทันที, Botox สำหรับลดริ้วรอยและปรับกรอบหน้า หรือแม้แต่เลเซอร์บางชนิดที่ช่วยเรื่องคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ แต่ละวิธีมีจุดเด่นและการทำงานที่แตกต่างกัน การเลือกหลายวิธีร่วมกันอาจช่วยให้ได้ผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวโดยรวมที่ใกล้เคียงกับความคาดหวังของคนไข้ และตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะบุคคลได้ดีที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

หากคนไข้อยากมีหน้าผากที่ดูเงาวาว สามารถเลือกทำได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับปัญหาตั้งต้นค่ะ หากคนไข้มีโครงหน้าผากสวยอยู่แล้ว การฉีด โบท็อกซ์ จะตอบโจทย์มากค่ะ โดยเหตุผลที่หน้าผากดูสะท้อนแสงและเงาวาวได้นั้น เป็นเพราะโบท็อกซ์ไปช่วยให้ผิวหน้าผากของเราตึงกระชับขึ้น และไม่มีริ้วรอยมากวนใจ เมื่อผิวเรียบเนียนเสมอกันก็นำมาซึ่งการตกกระทบและสะท้อนแสงได้ดีเยี่ยมเหมือนกระจกนั่นเองค่ะ แต่หากคนไข้มีปัญหาหน้าผากแบน แฟบ หรือเป็นแอ่ง การฉีด ฟิลเลอร์ จะช่วยเติมมิติให้หน้าผากดูโหนกนูน โค้งมนรับแสง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูฉ่ำน้ำ สรุปง่ายๆ คือ โบท็อกซ์เน้นสร้างผิวตึงไร้ริ้วรอยเพื่อสะท้อนแสง ส่วน ฟิลเลอร์เน้นปรับโครงสร้างให้โค้งนูนรับแสง ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาให้หมอประเมินโครงหน้าก่อนได้ เพื่อเลือกวิธีที่ปังและตรงจุดที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

หมอก็เคยเป็นค่ะ แต่ตอนนี้เข้าที่แล้ว ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันเวลายิ้มเป็นเรื่องที่ทำให้กังวลใจ แต่หมออยากให้คุณคนไข้สบายใจได้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่แก้ไขได้ และโดยธรรมชาติแล้วใบหน้าของคนเราก็มักจะไม่ได้สมมาตรกัน 100% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งบางคนเป็นตอนยิ้ม บางคนเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ยิ้ม

กลไกหลัก ของปัญหานี้มักเกิดจาก การทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อใบหน้า ค่ะ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะเวลายิ้ม อาจมีการดึงรั้งที่แตกต่างกันในแต่ละข้าง เช่น กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจแข็งแรงกว่า หรือถูกใช้งานมากกว่าอีกด้าน ทำให้เวลายิ้ม ใบหน้าข้างนั้นมีการยกตัวหรือดึงรั้งที่มากกว่าค่ะ นอกจากนี้ โครงสร้างใบหน้าเดิม หรือความหย่อนคล้อยของผิวที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยร่วมได้เช่นกัน

ข่าวดีก็คือ การแก้ไขปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัดศัลยกรรม เลยค่ะ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการปรับสมดุลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botox) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมากเกินไป ให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้างทำงานได้สมดุลกันมากขึ้น หรือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม ในส่วนที่ขาดหายไป ให้ใบหน้าดูเต็มและสมมาตรขึ้นไม่ว่าจะตอนนิ่งหรือเวลายิ้มค่ะ เครื่องยกกระชับก็มีส่วนช่วย แต่ข้อเสียคือมันจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นตัวเลือกให้คนไข้ได้ค่ะ

บางคนอาจจะสงสัยเพิ่มว่า หากไม่ได้ทำหัตถการแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม ได้ แต่ไม่ทุกกรณี! ในบางกรณีที่สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียว การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างถูกวิธี อาจช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะ แต่ถ้าเป็นจากความแตกต่างของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน การทำหัตถการจะเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากค่ะ อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคนไข้แต่ละท่าน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ

สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ

อ่านเพิ่มเติม

เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ใช้เวลารับบริการ:

30

นาที

ให้บริการโดย:

แพทย์ประจำ

For those who've never known its grip, an hour is but a fleeting moment. But for the one battling the unseen war within their skull, that single hour stretches into an eternity of agony. Don't let your moments be stolen by pain; reclaim them through healing.

★★ ความประทับใจ ★★

facebook
Pakjira Leattaveevit
Pakjira Leattaveevit
แนะนำเลย
24/12/2024
facebook
Wipat Pongtipagorn
Wipat Pongtipagorn
แนะนำเลย
21/07/2024
facebook
Peter Nick
Peter Nick
แนะนำเลย
21/07/2024
facebook
Tay Pattara
Tay Pattara
แนะนำเลย
21/07/2024
facebook
วสิทธิ์ ทองโผ
วสิทธิ์ ทองโผ
แนะนำเลย
12/05/2024
facebook
ศราวุฒิ กาญจนภิวัฒน์
ศราวุฒิ กาญจนภิวัฒน์
แนะนำเลย
21/01/2024
facebook
Dew Wannalai
Dew Wannalai
แนะนำเลย
27/11/2022